ฝรั่งเศสจะลงสนามพบกับอังกฤษในเกมชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลกช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้ตามเวลาในกรุงปักกิ่ง และหลังจบเกมนี้ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ จะอำลาตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติฝรั่งเศสทันที โดยรายงานจาก เลกิ๊ป ระบุว่า เกมกับอังกฤษจะเป็นนัดปิดฉากการคุมทีมตลอด 14 ปีของเขา และเป็นการคุมทีมลงเล่นอย่างเป็นทางการนัดที่ 185 พอดี
เดส์ชองส์คือกุนซือที่ทำงานกับทีมชาติฝรั่งเศสนานที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเป็น 1 ใน 3 คนของวงการฟุตบอลโลกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ทั้งในฐานะนักเตะและโค้ช ร่วมกับ มาริโอ ซากัลโล และ ฟรันทซ์ เบ็คเคนเบาเออร์
ตลอดช่วงเวลาที่คุมทีมชาติฝรั่งเศส เดส์ชองส์พาทีมลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 7 รายการ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เข้าชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง และพาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศได้ 5 จาก 6 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลังสุด ส่วนฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฝรั่งเศสแพ้สเปน 0-2 ในรอบรองชนะเลิศ ทำให้การตกรอบครั้งนี้สร้างความเสียดายให้กับหลายฝ่าย
ตลอดเส้นทางการคุมทีม เดส์ชองส์ต้องเผชิญเสียงวิจารณ์อยู่เสมอ เขาถูกตำหนิว่าเน้นเกมรับมากเกินไปและเล่นอย่างรัดกุมเกินจำเป็น แต่เมื่อเขาปรับระบบเพื่อเน้นเกมรุก ก็ยังคงถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน ไม่ว่าจะเลือกใช้กองกลางเชิงรับ 2 คนหรือ 3 คน ก็ล้วนมีเสียงตั้งคำถามตามมาเสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งนี้ยากจะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ เขามักถูกมองว่าเป็นโค้ชสายอนุรักษนิยม แต่ในทุกช่วงระหว่างฟุตบอลโลกสองสมัย เขามีการปรับเปลี่ยนขุมกำลังราวครึ่งทีม และยังเปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งได้เก็บประสบการณ์ในเวทีใหญ่ต่อเนื่อง
ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ถูกบั่นทอนไม่ใช่ตัวเดส์ชองส์เอง แต่เป็นความรู้สึกคุ้นชินจนเกิดความล้าของสาธารณชนมากกว่า รูปแบบการเล่นของทีม บุคลิกการให้สัมภาษณ์ของเขา รวมถึงกรณีที่เคยตกลงต่อสัญญากับ โนเอล เลอ เกรเอต อดีตประธานสหพันธ์แบบเป็นการส่วนตัว ล้วนทำให้เกิดข้อกังขาจากภายนอกว่าทรัพยากรของทีมชาติถูกส่งต่อกันแบบไม่โปร่งใส ขณะที่ผลงานในทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้านี้ก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย โดยเฉพาะการแพ้จุดโทษให้สวิตเซอร์แลนด์ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2021 ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดในยุคของเขา
กุนซือชื่อดังหลายคนเลือกอำลาตำแหน่งในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น มิเชล อีดัลโก หลังจบยูโร 1984 หรือ เอเม่ ฌาเกต์ หลังพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1998 แต่เดส์ชองส์เลือกยืนหยัดทำงานต่อมาจนถึงตอนนี้ แม้เขาอาจไม่ใช่โค้ชที่มีมิติแท็กติกโดดเด่นที่สุด ทว่าหากมองในภาพรวมด้านการวางระบบทีมชาติและการบริหารจัดการขุมกำลัง ความสำเร็จของเขาก็มากพอจะยืนอยู่แถวหน้าสุดในบรรดากุนซือประวัติศาสตร์ทีมชาติฝรั่งเศส