เช้ามืดวันจันทร์ ศึกฟุตบอลโลกจะได้บทสรุปในนัดชิงชนะเลิศที่ถูกมองว่ามีโอกาสถูกจารึกในประวัติศาสตร์ เมื่อแชมป์ยุโรปอย่างสเปนต้องดวลกับแชมป์เก่าอาร์เจนตินาที่นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เพื่อชิงถ้วยฟุตบอลโลก สเปนกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงหลังชนะมา 6 นัดติด โดยมีชัยเหนือโปรตุเกส เบลเยียม และฝรั่งเศส ขณะที่อาร์เจนตินาผ่านเข้าชิงเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน พร้อมทั้งชื่อชั้นและความมั่นใจเต็มเปี่ยม ทำให้เกมนี้มีแนวโน้มจะสูสีอย่างมาก
สเปนทะลุเข้าชิงพร้อมสถิติไม่แพ้ใครในเวลา 90 นาทีติดต่อกัน 37 นัดจากทุกรายการ โดยเส้นทางสู่รอบชิงของพวกเขาคือชนะ 6 เสมอ 1 ยิงได้ 13 ประตูและเสียเพียง 1 ประตูเท่านั้น ฝั่งอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของแชมป์เก่าด้วยการชนะครบทั้ง 7 นัดรวมช่วงต่อเวลาพิเศษ และซัดไปถึง 19 ประตู อีกทั้งยังไม่แพ้ใครในเวลา 90 นาทีในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายติดต่อกัน 13 นัด ทั้งสองทีมเคยพบกันในฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว ต้องย้อนกลับไปถึงรอบแบ่งกลุ่มปี 1966 ซึ่งอาร์เจนตินาชนะ 2-1 วัฒนธรรมฟุตบอลของทั้งสองชาติยังผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง โดยตำนานอาร์เจนตินาหลายคนต่างเคยฝากผลงานเอาไว้ในลาลีกา และครั้งนี้ ลิโอเนล เมสซี จะนำอาร์เจนตินาลงเจอกับสเปนที่มีแกนหลักหลายรายคอยขับเคลื่อนทีม นี่ไม่ใช่แค่การพบกันของทีมอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกเท่านั้น แต่อยู่ในฐานะการปะทะกันระหว่างฟุตบอลแบบครองบอลอันงดงามกับแนวทางที่เน้นประสิทธิภาพและความแข็งแกร่ง
ในมุมของกุนซือ หลุยส์ ฟวนดิ นายใหญ่สเปน และสกาโลนี กุนซืออาร์เจนตินา ต่างเป็นตัวอย่างของโค้ชที่ไต่เต้ามาจากทีมเยาวชนทีมชาติ ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ระดับทวีป หลุยส์ ฟวนดิ เติมแนวคิดเกมรุกแนวลึกที่ตรงไปตรงมาและดุดันมากขึ้นให้กับสเปน ลดภาพการต่อบอลครองเกมแบบยืดเยื้อไร้ประสิทธิภาพในอดีต แต่ยังรักษาความสามารถในการคุมจังหวะเกมและเจาะช่องว่างแนวรับคู่แข่งได้อย่างแม่นยำ ส่วนสกาโลนีคือกุนซือสายปฏิบัตินิยมทางแท็กติก เขาสามารถปรับระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามคู่แข่ง พร้อมสร้างโครงสร้างทีมที่ยึดเมสซีเป็นศูนย์กลางเกมรุก และให้ผู้เล่นแดนกลางกับแนวรับช่วยงานอย่างเต็มที่ อาร์เจนตินาโชว์การพลิกสถานการณ์กลับมาชนะหลายครั้งในทัวร์นาเมนต์นี้ แม้แนวรับจะมีช่วงที่ไม่แน่นอน แต่พลังใจและความมุ่งมั่นคือหัวใจสำคัญของการคัมแบ็กหลายหน เกมวัดกึ๋นครั้งนี้จึงอยู่ที่การรักษาความต่อเนื่องทางแท็กติกของหลุยส์ ฟวนดิ และการแก้เกมของสกาโลนี
ส่วนพล็อตที่โดดเด่นที่สุดของนัดชิงครั้งนี้คือการดวลกันข้ามยุคของสองแข้งเท้าซ้ายตำแหน่งริมเส้นขวาที่เติบโตจากบาร์เซโลนา ลิโอเนล เมสซี ในวัย 39 ปี คือผู้นำเบ็ดเสร็จของอาร์เจนตินา โดยรับบททั้งตัวรุกอิสระและหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์เกม ด้วยวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้น การจบสกอร์อันเฉียบคม และการแอสซิสต์ในจังหวะสำคัญ ขณะที่ ลามีน ยามาล วัย 19 ปี คือภาพแทนของอนาคตฟุตบอลโลก เขามีทั้งความเร็ว ความระเบิดในจังหวะแรก ความสามารถดวลตัวต่อตัว และการตัดเข้าในเพื่อสร้างสรรค์เกม จนกลายเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดของสเปนในการเจาะแนวรับด้านข้างของคู่แข่ง ตอนนี้สองพรสวรรค์ที่มีเส้นทางการเติบโตคล้ายกันกำลังจะเผชิญหน้ากันบนเวทีสูงสุดของโลกฟุตบอล ในเกมที่ถูกมองว่าเป็นการส่งไม้ต่อระหว่างสองยุคสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ