เซนิตครองสถิติแชมป์รัสเซียน ซูเปอร์คัพ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ รายการนี้มีอายุ 23 ปี และพวกเขาคว้าแชมป์มาแล้ว 9 สมัย รวมถึงช่วงหนึ่งที่ได้แชมป์ติดต่อกัน 5 ครั้ง อย่างไรก็ตาม โลโคโมทีฟ มอสโก ซึ่งเป็นแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว มีอยู่ 8 สมัยและกำลังไล่จี้สถิติของเซนิต
ในทางกลับกัน ผลงานของสปาร์ตัก มอสโก ในรายการนี้ดูธรรมดากว่ามาก เพราะพวกเขาได้แชมป์เพียง 1 ครั้งเท่านั้น และต้องย้อนไปถึงปี 2017 ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่าศักยภาพโดยรวมของทีมในช่วงหลายปีหลังยังเป็นรองเซนิตอยู่พอสมควร
เมื่อมองจากฟอร์มล่าสุด เซนิตยังคงแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและความแข็งแกร่งในฐานะทีมชั้นนำของรัสเซีย พวกเขาไม่แพ้เลยตลอด 6 นัดอุ่นเครื่อง โดยเก็บได้ 4 ชนะ 2 เสมอ ยิงรวม 15 ประตู และเสียประตูเฉลี่ยไม่ถึง 1 ลูกต่อเกม
ฝั่งสปาร์ตัก มอสโก ลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง 4 นัดในช่วงปิดฤดูกาล และทำผลงาน 2 ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ อย่างไรก็ดี 2 นัดหลังสุดพวกเขาเก็บได้เพียง 1 เสมอ 1 แพ้ แถมยิงประตูไม่ได้ทั้งสองเกม โดยนัดล่าสุดแพ้โลโคโมทีฟ มอสโก 0-2 ทำให้ภาพรวมของฟอร์มดูเป็นรองชัดเจน
จุดแข็งสำคัญที่ทำให้เซนิตลุ้นแชมป์ลีกมาอย่างต่อเนื่องคือความสมดุลทั้งเกมรุกและเกมรับ ฤดูกาลที่แล้วพวกเขายิงได้ 53 ประตูและเสียเพียง 19 ลูกในลีก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คว้าแชมป์เหนือคราสโนดาร์ ได้สำเร็จ ด้านมักซิม กลูเชนคอฟ เป็นตัวรุกคนสำคัญของทีม หลังทำไป 9 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ในลีกเมื่อฤดูกาลก่อน มีส่วนร่วมโดยตรงกับ 17 ประตูมากที่สุดในทีม และเป็นหนึ่งในกำลังหลักของการคว้าแชมป์ นอกจากนี้เขายังมีความเกี่ยวโยงกับสปาร์ตัก เพราะเคยค้าแข้งกับสโมสรนี้ระหว่างปี 2019-2022 ทำให้เกมนี้มีแรงกระตุ้นเป็นพิเศษ
แม้สปาร์ตัก มอสโก จะจบเพียงอันดับ 4 ในลีกฤดูกาลก่อน แต่พวกเขาเคยเขี่ยเซนิตตกรอบด้วยการดวลจุดโทษในศึกรัสเซียนคัพ รอบรองชนะเลิศโซน 2 ของฤดูกาลที่แล้ว ชัยชนะเหนือคู่แข่งรายสำคัญช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทีม ก่อนจะเดินหน้าคว้าแชมป์รัสเซียนคัพได้ในที่สุด นั่นแสดงให้เห็นถึงความอันตรายในเกมบอลถ้วย และเป็นเหตุผลที่เซนิตไม่อาจประมาทคู่แข่งรายนี้ได้